Colosseum 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ควรไปให้ได้

Colosseum

Colosseum เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ที่ในวันนี้เป็นสถานที่ๆ เก็บบันทึก การใช้สนามกีฬาแห่งนี้ เป็นสนามประลองที่ไม่มีละเว้นชีวิตใครทั้งสิ้น ที่แพ้หรืออ่อนแอ คือการสละชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้ทั้งสิ้น และที่แห่งนี้ในประเทศอิตาลีนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้มีการบันทึก เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่มีขนาดใหญ่ เพียงแค่ประตูทางเข้าก็มีทั้งหมด 80 ประตู 

สถานที่แห่งนี้ได้มีการเริ่มสร้างตั้งแต่ จักรพรรดิเวสเปเชี่ยน จนถึงยุคจักรพรรดิไททัส ในปีค.ศ.80 ก็ได้สร้างเสร็จ โดยตัวสนามกีฬาขนาดใหญ่แห่งนี้ ได้มีโครงสร้างเป็นครึ่งวงกลม ที่เราเห็นแบบนี้ไม่ได้แปลว่า สร้างยังไม่เสร็จ แต่เป็นรูปแบบที่ในวันนี้ ยังคงคุณค่า และความคลาสสิกได้ตลอด  โดยสามารถจุคนได้ทั้งหมดได้มากถึง 5 หมื่นคน

รูปแบบแนวคิด การสร้างที่ชาญฉลาด

การออกแบบเป็นแนวสนามกีฬาแบบ ครึ่งวงกลมแบบนี้นั้น ไม่ได้เกิดที่ อยากจะสร้างก็สร้างแบบนี้ขึ้นมา แต่ผู้คิดต้องการให้เกิดความใกล้ชิด ในมุมมองของคนที่มาอยู่ในสนามกีฬา Colosseumแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประลองในอดีต ที่มีทั้งการสูญเสียชีวิต และนองเลือด ณ ที่แห่งนี้ รวมถึงการออกแบบให้มีชั้นใต้ดิน ที่เป็นสถานที่ขังสัตว์ดุร้าย ในการปล่อยออกมาในการประลองอีกด้วย 

Colosseum 2

สนามแห่งนี้อย่างที่ได้บอกไปว่า ความโหดเหี้ยม และความไร้ความเมตตา คือสัญลักษณ์แห่งนี้ ที่มีทั้งการประลอง ท้าดวล ฝีมือ ทั้งเหล่านักรบที่เก่งกล้า และเทียบกันว่า ใครจะเป็นที่หนึ่ง กษัตริย์ที่ต้องการท้าดวลกัน การแข่งสัตว์ที่ดุร้าย รวมถึงการนำนักโทษที่คุมขังตลอดชีวิต หรือรอวันประหารชีวิต ให้มาท้าดวลกัน เพื่อแลกกับอิสรภาพ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ที่แห่งนี้ในวันนี้นั้น หากมีที่ใดในโลก ได้มีการตัดสินยกโทษ หรือลดโทษ การตัดสินการประหารชีวิต ที่แห่งนี้จะมีไฟส่องสว่างขึ้นทุกครั้ง ถือว่าที่นี่กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อต้าน การลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว

ส่วนเส้นทางการเดินทางจากสถานี Roma Termini เราสามารถนั่งรถไฟ MEB Laurentina แล้วลงที่สถานี Colosseo หรือหากขับรถใช้เวลาประมาณ 9 นาที หรือ 4 กิโลเมตร เวลาในการเปิดให้เข้าชมคือ 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่มทุกวัน ต้องเผื่อเวลาไว้ 1-2 ชั่วโมงดีกว่า หากไม่ชินเส้นทาง ส่วนราคาค่าบัตรเข้าชมอยู่ที่ 16 ยูโร

เมื่อไป Colosseum แล้วไม่ควรพลาดที่จะไปจุดไหนบ้าง

Colosseum 3

การไปถึงสถานที่สำคัญ ที่จัดอันดับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้น หากเราไม่เข้าไปดูชั้นใต้ดิน ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์อย่างมาก ที่ในสมัยนั้นอย่างที่บอกไป ใช้เป็นที่เก็บสัตว์ที่ดุร้าย ในการเข้าประลอง หรือปล่อยมา เพื่อทดสอบคนที่เข้าประลอง มีหลายห้องในการเก็บสัตว์เหล่านี้ หรือเก็บกักตัวผู้ประลอง ที่เป็นนักโทษที่รอวันประหารชีวิต 

การได้เห็นความฉลาดในการสร้าง เพื่อหลบหลีกน้ำท่วม เพราะเมื่อมีฝนตกในเวลานั้น น้ำจะได้รับการระบายดีเท่าๆ กับการที่คนดูชั้นบน ได้มองเห็นคนที่ประลองในสนามกีฬาแบบใกล้มากขึ้น NightTiger เลยคิดว่า สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่ความใหญ่โต ของสถาปัตยกรรมแล้วนั้น ความมีประวัติความเป็นมา ที่น่าเก็บบันทึก และได้ไปสักครั้งในชีวิต จะทำให้ประสบการณ์ชีวิตเรา ได้รับการเติมเต็มมากขึ้น 

แหล่งที่มาของภาพ

https://www.thairath.co.th/tags/Colosseum

http://jordantimes.com/news/world/italy-unveils-winning-project-restorecolosseum-floor

บทความที่คุณอาจสนใจ อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ความหนาวและความสูงไม่เป็นรองใคร

Share :

Twitter
Telegram
WhatsApp

More Adventures

สถานที่ท่องเที่ยว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางเชื่อมผ่านเส้นทางไปพม่า

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เราอาจเคยได้ยินชื่อเสียงทั้งความโหด ของทหารญี่ปุ่นที่ต้องการยึดอำนาจ ในการทำสะพานแห่งนี้ เพื่อเข้าไปในพื้นที่ของประเทศพม่า และทำศึกกับอังกฤษ จนถึงการเกณฑ์เชลยฝรั่งในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้  เกิดการยิงล้มตายจำนวนมาก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 NightTiger ได้เห็นทั้งหลักฐาน การก่อสร้าง และคำเล่าลือการเจอผี สำหรับสถานที่แห่งนี้มากมาย จากผู้คนที่ได้แวะไปแถวนั้น ซึ่งทำให้รู้ว่า ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ สถานที่ประวัติศาสตร์ ที่จารึกเรื่องราวต่างๆ ไว้แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ยังทำให้เราได้เห็นความน่ากลัว ของอำนาจ และสงครามไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้นเลย ความยากในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นในตอนนั้น

สถานที่ท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ความหนาวและความสูงไม่เป็นรองใคร

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ที่มาของชื่อที่ใครหลายคน อาจจะแปลกใจก็เป็นได้ เพราะทำไมต้องเป็นผ้าห่ม และปกคือความหมายอะไร ซึ่งมาจากคำว่า ฟ้าห่มปก ที่เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศไทยทีเดียว และอากาศหนาวขนาดสามารถเป็นแม่คะนิ้งได้เลย แต่คนในพื้นที่จะเรียกว่า ดอยผาหลวงมากกว่า  โดยมีการเปลี่ยนชื่อจาก อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง เป็นชื่อปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งยอดเขาดอยห่มปกนี้ สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากถึง 2.285 เมตร ซึ่งถ้าใครต้องการในอากาศที่บริสุทธิ์จริงๆ และต้องการมุมมอง และการถ่ายรูปแบบสุดลูกหูลูกตา แล้วละก็ที่นี่คืออีกที่ สำหรับการมาเที่ยวหน้าหนาวที่ไม่ควรพลาดในปีนี้