วัดศรีชุม ตำนานพระพุทธรูปพูดได้

วัดศรีชุม

                            วัดศรีชุม หากเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับ พระพุทธรูปพูดได้ล่ะก็  วันนี้เราก็พาทุกท่านที่ วัดศรีชุม หนึ่งในวัดเก่าแก่ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่นอกจากเราจะพาไปเปิดต้นตำรับแล้ว เราจะยังพาไปชมกับความสวยงามของพระพุทธรูปที่นี่อีกต่างหาก 

                             อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกเมืองหนึ่งที่สำคัญของบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นอีกเมืองที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยยูเนสโก้อีกด้วย ทำให้ในแต่ละปี ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยเอง และชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยือนไม่เคยขาดสาย ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานหลายศตวรรษนั่นเอง และสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกแห่งในอุทยานประวัติศาสตร์ก็คือ วัดศรีชุม เรียกได้ว่าเป็นอีกวัดที่เป็นเมืองมรดกโลกแห่งนี้เลยทีเดียว

วัดศรีชุม พระพุทธรูปพูดได้ มีจริงหรือไม่

                            วัดศรีชุมเป็นโบราณศาสนาสถานในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ตามฝาผนังอุโมงค์มีภาพเขียนเก่าแก่ อายุเกือบ 700 ปี ที่เลือนไปแทบทั้งหมด อีกทั้งผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชาดกต่างๆ จำนวน 50 ภาพ ประดับต่อเนื่องกัน ถือได้ว่าเป็นงานจิตรกรรมไทยที่เก่าแก่ที่สุดเลยก็ว่าได้

                            ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบสุโขทัย อยู่ในมณฑปชื่อว่า พระพุทธอจนะ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ และมีมนต์เสน่ห์ มีเอกลักษณ์ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม และสักการะอย่างไม่ขาดสาย

วัดศรีชุม 2

                          สถานที่แห่งนี้นั้น มีการสร้างที่แปลกกว่าวัดทั่วไปโดยใช้มณฑปที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานเป็นพระประธานเปรียบเป็นอุเทสิกเจดีย์ และมีพระวิหารต่อออกมาแบบที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น นักโบราณคดีให้ความเห็นว่ามณฑปพระอจนะ น่าจะสร้างโดยมีคติเป็นพระคันธกุฎี คือที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลนั่นเอง

ที่มาของพระพุทธรูปพูดได้

                         ตามตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกกองทัพไปปราบกฎที่เมืองสวรรคโลก ได้มีการมาชุมนุมที่วัดศรีชุมก่อน การรบในครั้งนี้เป็นการรบระหว่างคนไทยเราด้วยกัน ทำให้เหล่าทหารไม่มีกำลังใจในการรบ และไม่อยากรบ

                        สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงได้มีการวางแผนสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับทหารเหล่านั้น โดยการให้ทหารนายหนึ่งปีนบันไดขึ้นไปทางด้านหลังขององค์พระพุทธรูป และพูดให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดตำนาน “พระพูดได้” ขึ้น นอกจากนี้วัดศรีชุมยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้มีการจัดพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นที่นี่อีกด้วย


                          ตำนานอุโมงค์วัดศรีชุม กลายเป็นกระแสฮือฮาอีกครั้ง ซึ่งที่วัดนี้นอกจากจะมีอุโมงค์ลับฝั่งซ้าย ที่ปัจจุบันติดกรงเหล็กล็อกกุญแจห้ามขึ้น ที่สามารถเดินขึ้นไปด้านบนของมณฑป ที่ครั้งหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงใช้ทหารขึ้นไปอยู่หลังองค์ “พระอจนะ” เพื่อพูดปลุกขวัญทหาร จนกลายเป็นที่มาของตำนานพระพุทธรูปพูดได้แห่งวัดศรีชุมนั้น

                        ล่าสุด ชาวสุโขทัยยังได้มีการแชร์เรื่องราวอุโมงค์ลับฝั่งขวาของมณฑปวัดศรีชุม ต.ในเมือง อ.เมืองเก่า             จ.สุโขทัย ที่ปัจจุบันโบกปูนปิดตายทางลงแล้ว ซึ่งตามตำนานเชื่อกันว่าสามารถเดินทะลุไปถึงเมืองเก่าศรีสัชนาลัย และออกไปยังถ้ำตรงบ่อศิลาแลงข้างวัดบรมธาตุ หรือวัดทุ่งยั้ง ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สร้างสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย และผู้คนพื้นถิ่นก็มีสำเนียงภาษาพูดเหมือนชาวสุโขทัยด้วยเช่นกัน

                          นายสมชาย เดือนเพ็ญ รองปลัดเทศบาลตำบลในเมือง และผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มจังหวัดมรดกโลกทางวัฒนธรรม จ.สุโขทัย กล่าวว่า บนเพดานอุโมงค์ฝั่งซ้ายวัดศรีชุมจะมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเรื่องราวชาดกเก่าแก่ 700 ปี พร้อมตำนานพระพุทธรูปพูดได้

                          ส่วนอุโมงค์ฝั่งขวาก็มีคำบอกเล่ายืนยันจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า ตอนเป็นเด็กเมื่อ 57 ปีก่อน เคยลงไปเล่นในอุโมงค์แล้วเจอหัวกะโหลกมนุษย์จำนวนมาก คนเฒ่าคนแก่บอกว่าทหารพม่าใช้พริกรมควันชาวบ้านที่มาหลบซ่อนตัว และบอกว่าลักษณะอุโมงค์ด้านในนั้นเป็นห้องโถงกว้าง และมีทางเดินเลี้ยวไปต่อได้ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าสามารถเดินทะลุไปถึงเมืองเก่าศรีสัชนาลัย และไปถึงวัดทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

วัดศรีชุม5


                          นายเคียง ชำนิ ครูโรงเรียนไกรในวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก  และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กล่าวว่า ตำนานอุโมงค์วัดศรีชุมนั้นส่วนตัวมองว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่มีอย่างแน่นแฟ้นระหว่างเมืองเก่าสุโขทัย เมืองเก่าศรีสัชนาลัย และเมืองเก่าทุ่งยั้ง ที่ต้องพึ่งพากันในยามศึกสงคราม

                                ส่วนอุโมงค์จะมีความยาวเหมือนอุโมงค์กู๋จีที่เวียดนามหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ว่าเคยมีนักโบราณคดีลงไปขุดค้นหลักฐานในอุโมงค์วัดศรีชุมฝั่งขวา เขาบอกว่าพ้นอุโมงค์ทางเข้าไปจะเป็นห้องโถงกว้าง มีงูจงอางอยู่ และไม่รู้ว่าอุโมงค์ลึกแค่ไหน เพราะตอนลงไปสำรวจก็พังถล่มอยู่ก่อนแล้ว

                              นายนิยมพร นพศรี ข้าราชการครูบำนาญ และกรรมการสภาวัฒนธรรม ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ตรงบ่อศิลาแลงข้างวัดบรมธาตุ หรือวัดทุ่งยั้ง จะมีถ้ำอยู่ 2 แห่ง คนโบราณเล่าต่อกันมาว่าเป็นทางเดินเชื่อมไปถึงวัดศรีชุม ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย เคยมีฝูงวัวควายเดินเข้าถ้ำตรงนี้แล้วไปโผล่ที่วัดศรีชุมด้วย โดยวัดทุ่งยั้งแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้างสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย ยุคสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท และคนที่นี่ก็มีสำเนียงภาษาพูดเหมือนคนสุโขทัยด้วยเช่นกัน

เครดิตภาพ 

img.kapook.com

บทความที่คุณอาจสนใจ วัดเขาวงพระจันทร์ กับบันได 3,790 ขั้น

Share :

Twitter
Telegram
WhatsApp

More Adventures

กาญจนบุรี

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางเชื่อมผ่านเส้นทางไปพม่า

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เราอาจเคยได้ยินชื่อเสียงทั้งความโหด ของทหารญี่ปุ่นที่ต้องการยึดอำนาจ ในการทำสะพานแห่งนี้ เพื่อเข้าไปในพื้นที่ของประเทศพม่า และทำศึกกับอังกฤษ จนถึงการเกณฑ์เชลยฝรั่งในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้  เกิดการยิงล้มตายจำนวนมาก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 NightTiger ได้เห็นทั้งหลักฐาน การก่อสร้าง และคำเล่าลือการเจอผี สำหรับสถานที่แห่งนี้มากมาย จากผู้คนที่ได้แวะไปแถวนั้น ซึ่งทำให้รู้ว่า ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ สถานที่ประวัติศาสตร์ ที่จารึกเรื่องราวต่างๆ ไว้แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ยังทำให้เราได้เห็นความน่ากลัว ของอำนาจ และสงครามไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้นเลย ความยากในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นในตอนนั้น

เชียงใหม่

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ความหนาวและความสูงไม่เป็นรองใคร

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ที่มาของชื่อที่ใครหลายคน อาจจะแปลกใจก็เป็นได้ เพราะทำไมต้องเป็นผ้าห่ม และปกคือความหมายอะไร ซึ่งมาจากคำว่า ฟ้าห่มปก ที่เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศไทยทีเดียว และอากาศหนาวขนาดสามารถเป็นแม่คะนิ้งได้เลย แต่คนในพื้นที่จะเรียกว่า ดอยผาหลวงมากกว่า  โดยมีการเปลี่ยนชื่อจาก อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง เป็นชื่อปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งยอดเขาดอยห่มปกนี้ สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากถึง 2.285 เมตร ซึ่งถ้าใครต้องการในอากาศที่บริสุทธิ์จริงๆ และต้องการมุมมอง และการถ่ายรูปแบบสุดลูกหูลูกตา แล้วละก็ที่นี่คืออีกที่ สำหรับการมาเที่ยวหน้าหนาวที่ไม่ควรพลาดในปีนี้